10. เก่งคิด (ขั้นตอน การวางแผน)
การวางแผน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
ส่วนที่ 1. การวางแผน (Plan)
ส่วนที่ 2. การลงมือปฏิบัติ (Implementation)
ส่วนที่ 1 การวางแผน (Plan)
เครื่องมือหลักที่สำคัญ 5 เครื่องมือในการวางแผน มีดังนี้ เครื่องมือที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis), เครื่องมือที่ 2 วัตถุประสงค์ (Objective) และเป้าหมาย (Goal), เครื่องมือที่ 3 กลยุทธ์ (Strategy), เครื่องมือที่ 4 การวางแผนดำเนินการ (Action Plan), เครื่องมือที่ 5 การประเมินผลงาน (Evaluation)
เครื่องมือหลักที่ 1. การวิเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis) 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การหาข้อมูล (Information Search)
วิธีที่ 1. การหาข้อมูลจากภายในและภายนอกบริษัท
วิธีที่ 2. การหาข้อมูลภาคสนาม (Field Search) เช่น จากงานวิจัยต่าง ๆ
ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis) = การวิเคราะห์ “Analysis”
1. รูปแบบธุรกิจ (Business Types) เป็นแบบไหน ? B2B, B2C, B2G และ C2C และวิเคราะห์ 7's McKenney
2. การวิเคราะห์ปัจจัยที่สำคัญ 5 อย่าง (Five-Forces Model) ปัจจัยตัวกำหนดศักยภาพการทำกำไรของบริษัท
3. กลุ่มลูกค้า (Customer) กลุ่มลูกค้าที่คาดหวัง และ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
4. กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Collaborator) เช่น พันธมิตรเป็นอย่างไร ?
5. บรรยากาศ (Climate) P = Political (การเมือง), E = Economic (เศรษฐกิจ), S = Social (สังคม), T = Technology (เทคโนโลยี่)
ขั้นตอนที่ 3 สรุปการวิเคราะห์สถานการณ์ (The Conclusion of Situation Analysis) SWOT
1. สรุป จุดแข็ง(Strength), จุดอ่อน(Weakness), โอกาส(Opportunity), อุปสรรค(Threat) ร่วมกันกับทีมงาน
2. จับคู่ SO สรุป วิธีการส่งเสริมจุดแข็งและการใช้ประโยชน์จากโอกาส
3. จับคู่ ST สรุป วิธีการใช้จุดแข็งทำลายอุปสรรค
4. จับคู่ WO สรุป วิธีการใช้ประโยชน์จากโอกาส กำจัดจุดอ่อน
5. จับคู่ WT สรุป วิธีกำจัดจุดอ่อน หลีกเลี่ยงอุปสรรค
เครื่องมือหลัก ที่ 2 วัตถุประสงค์ (Objective)
SMART for Objective (วัตถุประสงค์) และ เป้าหมาย (Goal) ประกอบ ด้วย :-
1. S = Specific (เฉพาะเจาะจงชัดเจนต้องการให้ดำเนินการไปถึงตรงไหน ?)
2. M = Measurable (ต้องสามารถวัดค่าเป็นตัวเลขได้)
3. A = Achievable (เป็นเรื่องที่สามารถทำให้บรรลุได้)
4. R = Realistic (สามารถทำให้เป็นเรื่องจริงได้)
5. T = Timeline (มีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน)
การวางแผนธุรกิจขององค์กร มักจะแบ่งได้ 3 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 การวางแผนระดับองค์กร (Corporate level)
วิสัยทัศน์ (Vision), ภารกิจ (Mission), ค่านิยม (Values), Goals (เป้าหมาย)
ระดับที่ 2 การวางแผนระดับหน่วยงานธุรกิจ (Business Unit level)
วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ (Business Objectives) หมายถึง ยอดขายและกำไร
ระดับที่ 3 การวางแผนระดับหน้าที่ (Functional level)
วัตถุประสงค์ (Objectives) และ เป้าหมาย (Goal) ที่หน่วยงาน แผนก/ฝ่าย ต้องสามารถบรรลุผลได้
เครื่องมือหลักที่ 3 กลยุทธ์ (Strategy)
กลยุทธ์ คือ แนวคิด (Principle) หรือ ความคิด (Idea)
Strategy กลยุทธ์ที่น่าสนใจในปัจจุบัน ที่ต้องนำมากำหนดในแผนงาน มีดังนี้ :-
1. Corporate Strategy : เน้นการบุก(เติบโต), เน้นการตรึง(คงตัว), เน้นถอย(ตัดทอน), เน้นผสมผสาน
2. Business Strategy : เน้นการสร้างความแตกต่าง, เน้นต้นทุน, เน้นการมุ่งเฉพาะจุด, เน้นผสมผสาน
3. Functional Strategy : เน้นการสร้างความเชี่ยวชาญ, เน้นการเป็นผู้นำด้านต่าง ๆ
เครื่องมือหลักที่ 4 แผนการดำเนินการ (Action Plan)
การเปลี่ยนกลยุทธ์ (Strategy) ให้เป็นวิธีปฎิบัติ (Tactics) แล้วจึงกำหนดแผนดำเนินการ (Action Plan)
แผนดำเนินการ (Action Plan)
ขั้นตอนที่ 1 กลยุทธ์ (Strategy) ที่ต้องเลือกมาเป็นแนวทางคือ จะบุก, จะตรึง, จะถอย, หรือจะผสมผสานกัน
ขั้นตอนที่ 2 วิธีปฎิบัติ (Tactics) ระบุการสร้างการแตกต่างและควบคุมต้นทุนอย่างไร ? จะเน้นด้านไหน ?
ขั้นตอนที่ 3 แผนการดำเนินการ (Action Plan) ประกอบไปด้วย
1. งานและรายละเอียดของงาน (Tasks & Description) มีงานอะไรต้องทำบ้าง ? มีรายละเอียดอะไรบ้าง ?
2. ช่วงเวลา (Timeline) งานอะไร ? ต้องทำช่วงเวลาเมื่อไร ? ต้องทำอย่างไร ?
3. งบประมาณ (Budget) แต่ละงานและช่วงเวลาต้องใช้งบประมาณเท่าไร ? ใช้อย่างไร ? ทำไมต้องใช้ ?
4. ผู้รับผิดชอบ (Responded By) ทีมงานที่รับผิดชอบมีใครบ้าง ?
เครื่องมือหลักที่ 5 การประเมินผล (Evaluation)
หลักของการประเมินผลงานที่ดีคือ การประเมินสถานการณ์ เกณฑ์การวัดผล การติดตามและรายงานผล
การประเมินผล (Evaluation) มีองค์ประกอบ 5 ข้อหลักดังนี้
ข้อที่ 1 การประเมินสถานการณ์ ( Assessment : Best / Worst Case Scenario)
ระดับที่ 1 : กรณีที่ดีที่สุด Best Case ต้องเป็นสถานการณ์อย่างไร ?
ระดับที่ 2 : กรณีปกติ Normal Case ต้องเป็นสถานการณ์อย่างไร ?
ระดับที่ 3 : กรณีที่แย่ที่สุด Worst Case ต้องเป็นสถานการณ์อย่างไร ?
ข้อที่ 2 เกณฑ์การวัดผล(Measuring Criteria)ถูกกำหนดตามวัตถุประสงค์ (Objective )ที่ได้ตั้งไว้ :
· วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ = ยอดขายและผลกำไร
· วัตถุประสงค์ทางด้านการตลาด = ปัจจัย ทางการตลาดต่างๆ ที่ส่งผลต่อยอดขายและผลกำไร
· โดยแบ่งเกณฑ์การวัดผล ออกเป็นช่วงเวลา
ข้อที่ 3 การติดตามและรายงานผล (Tracking & Report)
· การติดตาม (Tracking) จะเป็นการติดตามตามแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ที่วางไว้ ซึ่งการติดตามต้องกำหนดช่วงเวลา
· โดยข้อมูลที่ได้จากการติดตาม จะนำมาประเมินผลตามเกณฑ์การวัดผล (Measuring Criteria) และจัดทำเป็นรายงาน (Report)
ข้อที่ 4 ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน : KPI (Key Performance Indicator)
· KPI คือ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งแบบเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
· KPI เป็นตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพสูง บริษัทมักใช้เป็นเครื่องมือหลักในการประเมินพนักงาน
ข้อที่ 5 การวัดผลแบบสมดุล (Balanced Scorecard)
· การวัดผลแบบสมดุล จะเน้นวัดด้านอื่นๆที่มีความสัมพันธ์ ส่งผลเชื่อมโยงต่อกันด้วย เช่น
§ ด้านการเงิน : รายได้ ผลกำไร ต้นทุน สต๊อกสินค้า
§ ด้านลูกค้า : จำนวนลูกค้า ความพึงพอใจของลูกค้า
§ ด้านกระบวนการ : การบริการลูกค้า การพัฒนาสินค้าใหม่
§ ด้านการเรียนรู้และการพัฒนา : พัฒนาความสามารถของพนักงาน สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเป็นบรรยากาศการทำงานอย่างมีความสุข เสริมเทคโนโลยี่ที่ช่วยในการพัฒนาองค์กร
· การวัดแบบสมดุล จะเริ่มที่การวัดผลองค์กร และกระจาย (Cascade) ต่อสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5 เครื่องมือหลัก ของการวางแผน ซึ่งหัวหน้างานและผู้บริหารที่เก่ง ๆ จะนำ 5 เครื่องมือหลักนี้มาประชุมร่วมกับทีมงานระดมสมองร่วมกัน นำมาเป็นแนวทางเขียนแผนงาน เพื่อนำเสนอผู้บริหารระดับสูงอนุมัติก่อนนำไปปฎิบัติ หลังจากได้รับการอนุมัติแล้ว จึงได้นำไปปฎิบัติงานจริง ๆ ได้อย่างไม่ยากนัก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น