19. การวางแผนกลยุทธ์ ขั้นตอนที่ 1
ขั้นตอนที่ 1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร
(SWOT Analysis)
ผู้บริหารหรือหัวหน้างานที่มีประสบการณ์มาก ๆ จะทราบว่า ขั้นตอนที่ 1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร (SWOT Analysis) เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมาก ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพขององค์กรและธุรกิจ เพื่อนำมาพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข จัดทำแผนงานกลยุทธ์เพื่อกำหนดทิศทางเดินขององค์กร ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้
S.W.O.T ย่อมาจาก Strength = จุดแข็ง, Weakness = จุดอ่อน, Opportunity = โอกาส, Threat = อุปสรรค ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ผู้บริหารและหัวหน้างานทุกคนต้องรู้และสามารถนำมาประกอบการวางแผนงานได้อย่างไม่ยากนัก
การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร ได้แก่ จุดแข็ง (S) และจุดอ่อน (W) เช่น สไตส์การทำงานของผู้บริหาร, ความชำนาญของพนักงาน, ระบบงาน และค่านิยมร่วม เป็นต้น ซึ่งเราสามารถนำจุดแข็ง มาทำลายจุดอ่อน หรือพัฒนาจุดแข็งให้ดียิ่งขึ้น
การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกองค์กร ได้แก่ โอกาส (O) และอุปสรรค (T) เช่น การเมือง ส้งคม คู่แข่ง เศรษฐกิจปัจจุบัน และ เทคโนโลยี่ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถใช้โอกาสที่ดี ร่วมกับจุดแข็ง และป้องกันหรือแก้ไขกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้
วิธีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์กร (Internal Factors) และภายนอกองค์กร (External Factors) ควรระดมสมองร่วมกับทีมงาน เพื่อหามุมมองต่าง ๆ ทุก ๆ มุมมอง มาสรุปร่วมกัน ดังนี้
1. จุดแข็ง (Strength) ปัจจัยภายในที่มีความแข็งแกร่งเป็นจุดเด่น และ สามารถพัฒนา ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีก เช่น
1.1 อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจของเราได้เปรียบและเป็นจุดเด่นมากกว่าคู่แข่ง ?
1.2 สินค้าและบริการของเรามีความแตกต่างกับคู่แข่งอย่างไรบ้าง ? ข้อแตกต่างเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน ?
1.3 ทีมงานของเรามีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านใดเป็นพิเศษเหนือกว่าคู่แข่งบ้างไหม ?
2. จุดอ่อน (Weakness) ปัจจัยภายในที่เป็นข้อเสียหรือข้อจำกัด แต่สามารถเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงได้ เช่น
2.1 ทำไมส่วนแบ่งทางการตลาดของเราน้อยกว่าคู่แข่ง ? ยอดขายต่ำกว่า ?
2.2 ทำไมแบรนด์และสินค้าของเรายังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ?
3. โอกาส (Opportunity) ปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่นำไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้ และส่งผลในเชิงบวกกับธุรกิจ เช่น
3.1 กระแสสังคมอะไรบ้างที่จะทำให้สินค้าได้รับความนิยม ?
3.2 นโยบายรัฐที่ส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศ มีผลกับเรามากไหม ?
3.3 ความต้องการของสินค้าที่ยังไม่เคยมีในตลาด มีอะไรบ้าง ?
3.4 จำนวนผู้ใช้บริการของโซเชียลมีเดียมีมากเพิ่มขึ้น ?
4. อุปสรรค (Threat) ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา แต่เราสามารถวางแผนรับมือล่วงหน้าและหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายได้ เช่น
4.1 โรคระบาดครั้งใหญ่ที่ทำให้ยอดขายลดลง มีผลกระทบกับเรามากไหม ?
4.2 การชุมนุมที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจ มีผลกระทบกับเรามากไหม ?
4.3 สินค้าทดแทนที่มีมากขึ้น เราควรทำอะไรดี ?
4.4 การปรับตัวของคู่แข่งหรือธุรกิจสายงานเดียวกัน มีอะไรบ้าง ?
นำข้อสรุปจากวิเคราะห์ SWOT Analysis มาดำเนินการ สร้างกลยุทธ์ด้วย TOWS Matrix
TOWS Matrix เป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการจับคู่ระหว่างปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ได้แก่
1. ปัจจัยภายใน – Strength (จุดแข็ง) และ Weakness (จุดอ่อน)
2. ปัจจัยภายนอก – Opportunity (โอกาส) และ Threat (ความเสี่ยง)
เมื่อนำมาจับคู่กัน จะทำให้เกิดเป็นการวิเคราะห์ของ TOWS Matrix ได้ออกมาเป็น ”กลยุทธ์ 4 รูปแบบ” ด้วยกัน ได้แก่
1. กลยุทธ์เชิงรุก (SO) จับคู่ระหว่าง Strength และ Opportunity (ใช้จุดแข็งร่วมกับโอกาสที่จะเกิดขึ้น)
2. กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO) จับคู่ระหว่าง Weakness และ Opportunity (ใช้โอกาสแก้ไขจุดอ่อน)
จุดอ่อน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องกระบวนการดำเนินงาน หรือธุรกิจยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาด โดยบางครั้งการอุดจุดอ่อนอาจเป็นเรื่องของจังหวะเวลา ที่จะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจแก้ไขจุดอ่อนของตัวเองลงไปได้ เช่น เน้นธรรมชาติแต่ราคาถูกกว่า
3. กลยุทธ์เชิงป้องกัน (ST) จับคู่ระหว่าง Strength และ Threat (ใช้จุดแข็งรับมือหรือทำลายอุปสรรค)
ใช้จุดแข็งที่มีอยู่มารับมือหรือทำลายอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรบุคคลหรือเครื่องมือในองค์กรก็ตาม เนื่องจากหลายองค์กรที่กำลังเติบโตอย่างมาก มักมีความต้องการใช้จุดแข็งเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกเพียงอย่างเดียว จนอาจมองข้ามการนำจุดแข็งมาเตรียมรับมือกับอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น เน้นธรรมชาติขายออนไลน์
ดังนั้นการวางกลยุทธ์ที่ดีไม่ใช่แค่เพียงการมุ่งไปข้างหน้า แต่ยังจำเป็นต้องระมัดระวังตัวให้รอบด้าน เพราะมิฉะนั้นอาจทำให้ธุรกิจสะดุดหรือล้มได้
4. กลยุทธ์เชิงรับ (WT) จับคู่ระหว่าง Weakness และ Threat (แก้ไขจุดอ่อนและหลีกเลี่ยงอุปสรรค)
กลยุทธ์แบบนี้จะแตกต่างจากอีก 3 กลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากมีไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามา ดังนั้นจะเน้นการป้องกันมากกว่า เพราะเจอกับทั้งภายใน (Weakness) และ ภายนอก (Threat) ไม่ได้ใช้เพื่อหวังมุ่งไปข้างหน้า แต่เป็นกลยุทธ์เชิงรับที่มีไว้เพื่อพยุงสถานการณ์ของที่เกิดขึ้นไม่ให้แย่ลง ด้วยการพยายามบรรเทาปัญหาหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาเกิดเพิ่ม หรือแม้แต่กระทั่งการวางแผนใหม่ด้วยการเปลี่ยนเส้นทาง รูปแบบการดำเนินงานบางอย่าง หรือทำ Rebranding เช่น หันมาเพิ่มกลุ่มออนไลน์ ที่เป็นกลุ่มรักสุขภาพและธรรมชาติ
ผู้บริหารและหัวหน้างานทุกท่าน คงได้ทำแผนงานกลยุทธ์กันมาบ้างแล้ว ลองนำแนวทางขั้นตอนที่ 1 ไปปรับใช้กันตามความเหมาะสมนะครับ ติดตามขั้นตอนที่ 2 ต่อไปนะครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น